เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๙ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์เช้า วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมๆ ฟังธรรม ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ประกาศสัจธรรม ประกาศสัจธรรมมา ๒,๐๐๐ กว่าปีนะ พอ ๒,๐๐๐ กว่าปี ใครมีบุญมีอำนาจวาสนาขวนขวาย มีการประพฤติปฏิบัติ จะพ้นจากทุกข์ พ้นจากทุกข์ พ้นจากกิเลสน่ะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากที่บีบคั้นหัวใจเราอยู่นี่ ที่เราทุกข์เรายากอยู่นี่

เราเกิดมา การเกิดเป็นบุญกุศล เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีสติปัญญา มนุษย์มีการขวนขวาย มนุษย์มีอำนาจวาสนา ถ้ามนุษย์มีอำนาจวาสนา ปากกัดตีนถีบเพื่อการดำรงชีพ แล้วมีความเพียรที่อุกฤษฏ์เข้าไปเพื่อบำรุงหัวใจ

ถ้าบำรุงหัวใจอันนั้นได้ ทำมรรคให้เกิดขึ้นมาในหัวใจของตนได้ ทำมรรคให้เกิดขึ้นมาในหัวใจของตนได้มันมหัศจรรย์ๆ มันมหัศจรรย์น่ะ มันเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกที่บอกใครไม่ได้ มันมหัศจรรย์จริงๆ มหัศจรรย์มาก ภาวนามยปัญญาที่หมุนติ้วๆๆ ในหัวใจ ที่มันชำระล้างกิเลส มันถอดมันถอน

กิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของคนมันน่ากลัวที่สุด

เราไปกลัวข้างนอกกันไง กลัวคนนู้นหลอก คนนี้หลอก ดูสิ แชร์ลูกโซ่นั่นน่ะ มันหลอกตัวเองทั้งนั้น อยากได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๘,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์นั่นน่ะ ไอ้ความโลภทั้งสิ้น

แต่ถ้าคนมีสติปัญญานะ มีสติปัญญามันครุ่นคิดของมันไง มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าเป็นไปได้นะ เขาก็จะให้ลูกหลานเขา ให้ญาติพี่น้องเขาซื้อ ๓,๐๐๐–๔,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาไม่มาขายให้เราหรอก ญาติพี่น้องเขาก็ทุกข์ยากเหมือนกันทั้งนั้นน่ะ ทำไมญาติพี่น้องเขา ข้างเคียงเขาไม่ให้เล่น ทำไมเขามาให้เราเล่นไง

ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันไม่เป็นเหยื่อเขาหรอก กิเลสในใจของตนมันเลวร้ายที่สุด กิเลสในใจของเราๆ เห็นไหม

เวลาคนเกิดมา เกิดมาด้วยบุญด้วยกุศลนะ ผลของวัฏฏะๆ ในสมัยประวัติศาสตร์ สมัยโบราณ ป่าเขาอุดมสมบูรณ์มาก คนเรานะ คนมันน้อย เก็บของป่า เก็บของป่าเขาก็พอดำรงชีพของเขาได้แล้ว เวลาโลกมันเจริญมาๆ ทำลายล้างทั้งสิ้น

ถ้าไม่มีน้ำมันนะ ปลาวาฬหมดทะเล ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์นะ ควายไบซันเขาเอามาทำเป็นอุตสาหกรรมหมดเลย ไอ้แมวน้ำ ไอ้ผ้าขนสัตว์ จนต้องออกกฎหมายห้ามๆๆ คนมันทำลายทั้งสิ้น มันทำลายทั้งสิ้น

ป่าไม้ เราจะปลูกป่าพัฒนาฟื้นฟูมัน ไม่ต้อง มึงอย่าตัด ปล่อยไว้ให้มันกลับมาเป็นป่าอย่างเดิม ปล่อยไว้มันฟื้นฟูขึ้นมา

ไอ้เมืองเก่า เมืองโบราณนะ ไปดูสิ อยู่ในป่าในเขานะ อยู่ในป่าเขามันปกคลุมไปหมดน่ะ พอทิ้งร้างไป เวลาแย่งชิงกันเพื่ออยากดังอยากใหญ่ ทำลายล้างอาณาจักร อาณาจักรล่มสลายไปนะ มันอยู่ในป่าๆ ทั้งอาณาจักร

ไม่ต้องไปฟื้นฟูมันหรอก อย่าไปทำลายมัน แต่นี่ก็มาฟื้นฟู ตั้งงบประมาณขึ้นมา งบประมาณแล้ว ตั้งงบขึ้นมาก็ยิ้มหวานกันน่ะ ตั้งงบประมาณแล้วงบประมาณเล่าไง ป่าไม้หายหมดน่ะ แล้วไม่มีใครฟื้นฟูหรอก แต่เวลาพระไปอยู่ป่าอยู่เขา อยู่เฉยๆ นั่นน่ะมันฟื้นฟูขึ้นมา เห็นไหม นี่พูดถึงป่าเขา

แต่ในพืชต่างถิ่นเข้ามานะ มันก็รุกราน มันก็ทำลาย พืชต่างถิ่น พืชต่างถิ่นทำลายป่าเขา มันทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ดีทั้งหมด สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่มีคุณค่า ไม้แก่นจันทน์ ไม้หอมในป่ามันมีคุณค่ามาก สิ่งที่มันเกิด มันเกิดในอุณหภูมิอย่างนั้นไง กาแฟมันต้องเกิดในที่ร่ม ปลูกป่าไว้แล้วก็เอากาแฟมาปลูก นี่เขาพัฒนา เขาทำของเขา นี่คือเขาพัฒนาของเขาเพื่อประโยชน์กับเขา

กิเลสในใจของเราๆ ไง มันกัดมันฉีกในหัวใจของตนนั่นน่ะ

แต่เรามองในแง่มุมที่ดี แง่มุมที่ดี คนเราเกิดมามันมีคิดดีและคิดชั่ว เวลาคิดดีคิดชั่ว เวลาเราคิดคุณงามความดีๆ คุณงามความดี หลวงตาท่านบอกว่ามันเป็นมรรคๆ ไง

เราบอกว่าความคิดมันโหดร้ายทั้งหมด มันทำลายคนไปทั้งหมดไง แล้วคนที่มันจะคิดดี ที่จะเจตนาดี ที่จะเอาชนะหัวใจของตนๆ นะ ไม่ต้องไปชนะหัวใจของใครทั้งสิ้น เอาชนะหัวใจของตนให้ได้ก่อน พอมันชนะหัวใจของตนได้ก่อน ไม่เบียดเบียนตนและไม่เบียดเบียนผู้อื่น

นี่เราเบียดเบียนตนนะ ทำลายล้าง ทำลายล้างคุณงามความดีของเราไง

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอวัยวะ ๓๒ เหมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์แล้วเรายิ่งใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งใหญ่อยู่แล้วนั่งลง นั่งลงเฉยๆ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ให้จิตสงบระงับเข้ามา แล้วยิ่งใหญ่ใหญ่ ยิ่งใหญ่เพราะอะไร เพราะเราเอาอำนาจในใจของเราไว้ในอำนาจของเราได้ไง แล้วเราฝึกหัดๆ นะ

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

หลวงตาท่านพูดประจำ หลวงปู่มั่นท่านพูดประจำ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แล้วสมาธิ ทำสมาธิไม่เป็นมันจะภาวนาอะไรกัน

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้หรอก แต่ทำไมหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ครูบาอาจารย์เราท่านสอนให้ทำสมาธิล่ะ

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แล้วติดสมาธิอีกต่างหาก “นิพพานเป็นเช่นนี้เอง”

แค่สมาธิ สมาธิยังทำไม่ได้ๆ เพราะสมาธิทำไม่ได้ เห็นไหม ดูสิ เวลาป่าเขา เราไม่ไปรุกไปรานมัน มันฟื้นฟูโดยตัวของมันเองได้ แต่เวลาฟื้นฟูตัวของมันเองได้ พืชต่างถิ่น พืชที่มันเกิดได้ง่ายกว่า มันปกคลุมไปนะ พืชเก่าแก่มันจะหายไป เห็นไหม

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราคิดของเราเอง จินตนาการของเราเอง กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เห็นไหม ต้องทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา สิ่งที่ว่าโลกนี้ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังๆ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังก็เรื่องของอนิจจัง ไม่ใช่เรื่องของเรา แล้วจะแก้กิเลสอย่างไรล่ะ

ป่าเขาก็เรื่องของป่าไง ก็เรื่องกรมป่าไม้มารักษาสิ เราเสียภาษีแล้วทำไมต้องวุ่นวายขนาดนั้น แต่ใจของคนที่เป็นธรรมๆ เขาปลูกป่า ฟื้นฟูป่าของเขา เขาทำของเขาไปด้วยเจตนาที่ดีงามของเขา นี่เขาทำของเขาต่อเนื่องกันไป เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง เขาก็เป็นคนดีในโลกนี้ไง คนดีและชั่วก็ตกอยู่ในโลกนี้

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ของเรานะ จะดีจะชั่วอย่างไรทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา ถ้าใจสงบระงับเข้ามา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง อู้ฮู! เป็นวิทยาศาสตร์ ธรรมะสุดยอด มันเป็นอนิจจัง มันแปรสภาพทั้งสิ้น แปรสภาพ

แล้วเกี่ยวอะไรกับมึงล่ะ เกี่ยวอะไรกับมึง ไม่เกี่ยวอะไรกับมึงเลย มันก็เป็นทฤษฎีไง นี่โลกียะ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐมาก ประเสริฐจริงๆ ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่สอนให้เราเข้าใจได้ ให้ใครก็เข้าใจได้ โลกเข้าใจ มองแล้ว เวลาศึกษา คำว่า “อริยสัจ” เพียะๆๆ มันเป็นจริงทั้งสิ้น แต่เป็นโลกียะไง เป็นโลกไง

สิ่งที่รู้ที่เห็นนี่โลกทั้งนั้น เพราะเราเกิดมากับโลก แล้วโลกก็แปรสภาพของมันไป ถ้าแปรสภาพไป เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะเป็นนักปฏิบัติของเรา เรามีครูบาอาจารย์ของเรา เห็นไหม ทำความสงบเข้ามา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง แล้วอนิจจังเกี่ยวอะไรกับเอ็งล่ะ มีแต่มาอาศัยเขาเกิดไง จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง เพราะมีบุญกุศลถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ไง แล้วเกิดเป็นมนุษย์ท่ามกลางที่โลกเจริญไง เกิดมาท่ามกลางที่บ้านเมืองสามัคคีกันร่มเย็นเป็นสุขไง

เรามีกิจการการค้า มีกิจการต่างๆ เพราะบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขใช่ไหม มันก็เรามีบุญกุศลไง เราก็มาเกิดไง เกิดในประเทศอันสมควรไง เกิดในพ่อในแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เกิดในพ่อในแม่ที่ดีงาม เกิดในพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามา เราเกิดมา เกิดในสังคมที่ดีงามไง นี่เป็นอนิจจัง นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนไง นี่ผลของวัฏฏะไง ผลของบุญกุศลไง แล้วเป็นอย่างไร

ดีชั่วอย่างไรนะ เวลาจะตาย คอตกทั้งนั้นน่ะ เวลามันทุกข์มันยาก เราคอตกทั้งนั้นน่ะ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง เป็นโลกทั้งหมด คิดดี คิดชั่ว คิดยอด คิดเยี่ยม อยู่ในกฎของโลก โลก โลก โลกียะทั้งหมดน่ะ

หลวงปู่มั่น หลวงตา ครูบาอาจารย์ของเราท่านถึงได้สอนไง หลวงปู่ดูลย์สอนให้ดูจิตๆ ดูจิต ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์ ดูจิตจนเห็นอาการของจิต เพราะมันเป็นทุกข์ๆ ไง เพราะมันเป็นทุกข์แล้ว เพราะมันเป็นทุกข์ เราถึงเห็นความเกิดมาเป็นทุกข์ไง

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกข์คืออะไร

ทุกข์คือการทนอยู่ไม่ได้ไง เอ็งทนอะไรได้บ้าง นอนทั้งวันทั้งคืนก็ไม่ได้ ทนอะไรไม่ได้สักอย่างเลย ทนไม่ได้ ทุกข์ สิ่งที่ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ไง

ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสมาธิ โลกุตตรปัญญาไม่เกิด

ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ผลของความคิดวิตกวิจารณ์จินตนาการทั้งหลายเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์

ทำความสงบของใจเข้ามาๆ พอใจสงบแล้วมีความสุข มีความสงบระงับนะ ใครที่ทุกข์ที่ยากมันทุกข์ยากมาก เวลามันทำความสงบของใจเข้ามา เห็นไหม

สมาธิๆ เขาไปสัมภาษณ์กัน สุดยอดๆๆ อู๋ย! มันทุกข์มันยาก นี่แค่ได้ประสบ แค่ได้สัมผัสเท่านั้นเอง ถ้าประสบ ถ้าสัมผัสขึ้นมา สุดยอดทั้งนั้นน่ะ คนสอนสมาธิๆ กัน แหม! มันยอดเยี่ยมไปหมดเลย พระพุทธศาสนาสุดยอดเลย นี่ไง อำนาจวาสนาของคนมันแค่นั้นแหละ

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอก สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แล้วจะเกิดปัญญาๆ จิตเห็นอาการของจิต

จิตเห็นอาการของจิต อนัตตามันจะไปเกิดตรงนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะเกี่ยวกับเราไง เกี่ยวกับผู้ที่ปฏิบัติน่ะ

ใครทำสมาธิได้ จิตดวงนั้นจะมีความสุข มีความร่มเย็น แล้วจิตดวงนั้นถ้าเห็นไง น้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วถ้ามีอำนาจวาสนาฝึกหัดวิปัสสนาการรู้แจ้ง รู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยาก รู้แจ้งในใจของตน

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ไม่ได้ๆ สมาธิมีจรณะ ๑๖ ๑๘ ๒๐ ไม่ได้

สมาธิคือสมาธิ ปัญญาคือปัญญา เพราะอะไร มรรคมันองค์ ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันเกี่ยวอะไรกัน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ จรณะ ๑๕ ๒๐ ๓๐ ๔๐ ก็แก้ไม่ได้ เวลาเกิดปัญญาเกิดอย่างไร

ถ้าเกิดปัญญามันเกิดอนัตตา นี่เกิดอนัตตา คำว่า “เป็นอนัตตา” นะ เกิดขึ้น เกิดขึ้นก็ด้วยความสามารถนะ นี่ไง ที่ว่าตัวตนไง

เขาสงสัยกันนะ บอกว่า ไอ้ตัวตนทำลายไม่ได้ ตัวตนมันเป็นอย่างไร

ตัวตนก็กิเลสไง ก็ภวาสวะไง ก็จิตไง จิตของตนไง สิ่งที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง ถ้าสงบก็สงบเข้าไปสู่จิตไง ถ้าเข้าไปสู่จิต จิตที่มันมีอำนาจวาสนานะ

ไม่มีอำนาจวาสนาไม่รู้หรอก มันก็อยู่ในโลกนี้ อนิจจัง เพราะอนิจจังมันเห็นได้ ทฤษฎีใครก็รู้ได้ ทดลองในแล็บ ในวิทยาศาสตร์ ทดลองในอวกาศ ในพ้นแรงโน้มถ่วง ทดลองได้หมดน่ะ แต่เรื่องอะไรของมึง เรื่องอะไรของมึง

เรื่องขององค์กร เรื่องของชาติ เรื่องของโลก แล้วเรื่องอะไรของมึงล่ะ เรื่องอะไรของจิตของมึง แล้วถ้าจิตมึงไม่รับรู้ จิตมึงไม่พิจารณา มึงจะเอาอะไรมาพ้นทุกข์ มึงเกิดได้อย่างไร เกิดก็ไม่รู้ ภาวนาก็ยังไม่รู้นะ นิพพานๆ ยังไม่รู้จักจิตนะ ไม่รู้จักศีล ไม่รู้จักสมาธิ ไม่รู้จักปัญญา ไม่รู้จักมรรค เดี๋ยว ๗ เดี๋ยว ๘ เดี๋ยว ๙ เดี๋ยว ๑๐ เดี๋ยว ๑๖ มรรคอะไรของมึง

กล่าวตู่พุทธพจน์ ธรรมปฏิรูป คิดกันขึ้นไปเอง แล้วก็สรรเสริญเยินยอกันขึ้นไป สรรเสริญกันไปในกลุ่มของชาวโลก ในกลุ่มของผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็อ้างวิทยาศาสตร์ อนิจจังๆ นั่นธรรมะ

ธรรมะ นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พูดถึงเรื่องโลก แล้วเรามาจากไหนล่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดกับนางมหามายา เราเกิดจากพ่อจากแม่ มันมาจากไหน แล้วสิ่งที่โลกเจริญ โลกเสื่อมไปมันมาจากไหน มันก็เป็นอนิจจังไง “อู้ฮู! ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดยอดๆ”

โลกทั้งนั้นน่ะ ไอ้ที่ว่าโลกียะ โลกุตตระ มาอยู่กับเราเป็นโลกุตตระ อยู่ข้างนอกเป็นโลกียะ ไม่มีหรอก

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นผู้รื้อค้นเอง เวลาเกิด เวลาตาย เกิดในท้องแม่ เกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในโอปปาติกะ โดยกรรมขับเคลื่อนไป แล้วพอเวลาเกิดมาก็เกิดจากพ่อจากแม่ๆ เกิดจากพ่อจากแม่ทำไมไม่รักพ่อรักแม่ เกิดจากพ่อจากแม่ ทำไมไม่ดูแลพ่อแม่ เกิดจากพ่อจากแม่ ทำไมไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เกิดจากพ่อจากแม่ก็ต้องเชื่อฟังสิ เกิดจากพ่อจากแม่

มันเกิดจากกรรมไง กรรมดีกรรมชั่วไง กรรมดีกรรมชั่ว นี่ผลของวัฏฏะ

ที่ว่าวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ที่อธิบายอยู่ กฎของอนิจจังไง อนิจจังก็ส่วนอนิจจัง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรื่องโลกก่อน เรื่องของฆราวาสพวกเรานี่แหละ อนุปุพพิกถา รู้จักเสียสละทาน รู้จักเสียสละ รู้จักเสียสละคือเปิดหัวใจของเรา

ปิดไว้ คว่ำไว้ เม้มไว้ เป็นไปไม่ได้

เปิดกว้าง เปิดออก พิสูจน์ตรวจสอบ

นี่เราเสียสละของเรา เสียสละเวลาที่ว่าจะนอนสบาย เสียสละที่จะไปเที่ยวไปเตร่ มาเดินจงกรม มานั่งสมาธิภาวนาของเรา เสียสละความสุขอันเล็กน้อย อันเล็กน้อยที่ว่าได้เสพสิ่งใดด้วยอามิสแล้วจะมีความสุข เห็นไหม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพราะมั่นคงในพระพุทธศาสนา มั่นคงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เราจะรื้อค้นของเราขึ้นมาไง จากความที่เป็นอนิจจัง ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามาเป็นสัมมาสมาธิ

สมาธิมีสัมมามีมิจฉา มีสมาธิที่ส่งออก สมาธิส่งออก สมาธิแตกกระจายไปร้อยแปด เพราะคนสร้างมาไม่เหมือนกันหรอก แล้วเวลาถ้าเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิที่ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ในวงกรรมฐาน พระกรรมฐาน นี่หัวเลี้ยวหัวต่อนี่แหละ ที่ปฏิบัติได้ยาก ยากเพราะอะไร ยากเพราะของไม่เคยเห็นมันตื่นเต้นไปหมดน่ะ คนทุกข์คนจนมา ได้เงินสักล้านสองล้าน มันลืมตัวแล้ว

เวลาคนทุกข์คนจนขึ้นมา ถ้ามันมีสติปัญญา มีเงินล้าน เงินแสนล้านเท่าไรก็แล้วแต่มันก็เป็นของส่วนรวม ไม่เกี่ยว พยายามหาความสงบระงับของตนแล้วตั้งมั่นให้ได้ น้อมไปสู่กาย น้อมไปสู่เวทนา น้อมไปสู่จิต สู่ธรรม ถ้ามันน้อมไปแล้วมันจับได้ อู้ฮู! อู้ฮู! อู้ฮู! เลยนะ

คำว่า “อู้ฮู!” นี่มหัศจรรย์ ใครจะรู้ใครจะเห็นก็แล้วแต่ จะเวลาอีกพันปี ห้าพันปี กี่พันปีก็แล้วแต่ ถ้าใครรู้ใครเห็นแล้วมันสะเทือนหัวใจทั้งสิ้น แล้วสะเทือนหัวใจดวงนั้นน่ะ ไม่สะเทือนหัวใจใครหรอก เขาไม่รู้กับเราหรอก ไม่มีใครรู้ เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับครูบาอาจารยท์ที่ท่านเป็นธรรมๆ ท่านจะรู้ของท่าน เพราะท่านเคยผ่านเคยเห็นมา

ไอ้เราไม่เคยรู้เคยเห็นเคยผ่านขึ้นมา มันถึงไม่เป็นไตรลักษณ์ไง ไม่เป็นอนัตตาๆ มันถึงมาเถียงกัน อัตตา อนัตตา นรกสวรรค์ ไม่นรกสวรรค์ไง เพราะอะไร เพราะมันมืดบอดไง

แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา พอใจสงบระงับแล้ว ถ้าน้อมไปเห็น น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วมันจับได้ เพราะไปเห็นนี่ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์นะ

จิตสงบแล้วเสื่อม เราก็รู้ได้ จิตมีความสุขความทุกข์ เราก็รู้ได้ จิตมันจับได้ โอ้โฮ! มันจับได้ เวลามันจับไม่ได้ล่ะ เหมือนเด็กๆ เลย เด็กๆ ของเล่นตกจากมือไป ร้องไห้ไปฟ้องแม่นะ ของหาย ของหาย ของหาย

นี่ก็เหมือนกัน เวลามันจับของมันได้มันมหัศจรรย์ของมัน เวลาวิปัสสนาไปมันยิ่งมหัศจรรย์ใหญ่ เล่นตัวต่อ มันต่อของมันได้ เป็นตัวอะไรก็ได้ เวลาของมันหายไป เพราะจิตมันเสื่อม

นี่ไง ท่ามกลาง ท่ามกลางคือใช้สติปัญญา วิปัสสนาการรู้แจ้งในไตรลักษณ์ไง เกิดขึ้น ท่ามกลาง และที่สุด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

ดับคือนิโรธนะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นิโรธคือขณะจิต คือการชำระล้าง ฆ่ากิเลสดั่งแขนขาด

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีหนึ่งเดียว อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะ พระศรีอริยเมตไตรยก็จะมาตรัสอย่างนี้

ไอ้ที่ว่าแฉลบไปแฉลบมา แปรปรวนไปแปรปรวนมาน่ะ ธรรมะปฏิรูป มันคิดเองเออเองแล้วอยู่ในวงโลก อยู่ในวงของสังคมโลก จะเป็นศาสตราจารย์ดอกเตอร์ ๕๐๐ ใบ รู้ธรรมไม่ได้ ไอน์สไตน์ยังรู้ไม่ได้เลย ไอน์สไตน์ได้แต่ทฤษฎี เข้าใจตามทฤษฎี เพราะทางวิทยาศาสตร์รู้ไม่ได้หรอก เพราะมันไม่เคยเห็น มันไม่เคยเห็น มันไม่เคยจับต้อง มันรู้ไม่ได้ รู้ไม่ได้ก็เลยหลอกได้ไง หลอกได้นะ “แหม! มันสุดยอด มันยอดเยี่ยม แหม! มันเป็นอนิจจัง”...โลกๆ

นี่พูดถึงธรรมะนะ

วันพระ พระผู้ประเสริฐ ตื่นไง เขาว่าแค่รู้ก็ตื่น แค่รู้ก็ติดไง

ไม่รู้ก็ติด รู้ก็ติด ปฏิบัติไปก็หลง ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เว้นไว้แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างบุญญาธิการมามาก ท่านถึงได้ปรึกษาหารือกัน พยายามคัดแยกกัน พยายามค้นคว้าหาความจริงขึ้นมา

ปรึกษาหารือกันนะ ลูกศิษย์สอนอาจารย์ อาจารย์สอนลูกศิษย์ ผลัดกัน ถ้าจิตใจของคน เหมือนกับธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํไง ใครรู้ใครเห็นสิ่งใดมาคุยกัน ใครรู้ใครเห็นสิ่งใดมาปรึกษากัน ใครรู้ใครเห็นช่วยกันชักจูงกัน เพื่อประโยชน์กับสัจธรรมในหัวใจของตนไง

ถ้ามันเป็นวันพระ วันพระอย่างนี้ไง วันพระผู้ประเสริฐที่รู้แจ้งเห็นจริง ไม่ใช่เออออห่อหมกแล้วไหลไปทั่ว

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ฟังสิ หลวงตาพูดประจำ ท่านติดสมาธิ ๕ ปี หลวงปู่มั่น สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ทำไมท่านสอนทำสมาธิล่ะ

ก็สอนให้พ้นจากโลกียะเป็นโลกุตตระไง พ้นจากโลกียะที่เอ็งหมักหมมกันอยู่นั่น หมักหมมทับถมคิดว่าเป็นธรรมๆ ไอ้โลกียะๆ นั่นน่ะ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคก็ศึกษาได้ ลืมแล้วเปิดในพระไตรปิฎกก็ได้

แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา เห็นไหม จากโลกียะเป็นโลกุตตระ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ไม่มีสมาธิ โลกุตตระเกิดไม่ได้ เกิดไม่ได้

ไอ้จรณะ ๑๕ ๑๘ ๒๐ นั่นท่องบ่น ไอ้นี่มันท่องจำ เขาท่องสูตร สูตรคูณใครก็ท่องได้ ท่องแล้วมึงบวกลบเป็นหรือเปล่า ท่องแล้วมันยังใช้ไม่เป็นเลย ใช้ประโยชน์ไม่ได้หรอก มีแต่บ้าบอคอแตก ภาษากิเลสมันครอบงำ

แต่ถ้าเป็นจริงๆ นะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แล้วรู้จริงในใจของตน แล้วถ้ารู้แล้วนะ หลวงตา หลวงปู่มั่นท่านเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยหัวใจ ซาบซึ้งบุญคุณ ซาบซึ้งมาก ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้วก็ยังเคารพบูชา เคารพบูชาจากหัวใจ ไม่ใช่เคารพบูชาที่ปาก แล้วเอาเป็นสินค้าหาแต่ผลประโยชน์ของตนเท่านั้น เอวัง